10 ประตูนาทีสุดท้าย ช็อคแฟนบอล

10 ประตูนาทีสุดท้าย ที่เปลี่ยนอารมณ์แฟนบอลไปคนละขั้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดกันง่ายๆ เพราะเกมฟุตบอลที่ แฟนๆ ติดตามชมกันนั้น ใครๆ ก็รู้ว่าตามเวลาปกตินั้น แข่งขันกัน 90 นาที ส่วนช่วงเวลาที่ต่อออกไปเป็นการทดเวลาบาดเจ็บนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในแต่ละเกม ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทีมงานผู้ตัดสินว่า จะบวกเวลาเพิ่มให้ในแต่ละเกมกี่นาที

บางทีอาจทดให้เล็กน้อย หรือ บางเกมอาจเป่าจบเลยก็มี หากไม่มีการหยุดเกมบ่อยครั้ง ที่ทำให้ความไหลลื่นของการแข่งขันสะดุด จนเสียอารมณ์ความต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาอันแสนอึดอัดของแต่ละเกม ที่สกอร์ยังไม่ห่างกันแบบขาดลอย หลายครั้งหลายหนที่เกิดเหตุการณ์ดราม่า มีประตูสำคัญๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งแต่ละลูกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาท้ายเกมอันบีบหัวใจ ประตูนั้นอาจมีความสำคัญเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นบอลสโมสรหรือทีมชาติ ที่สามารถตัดสินชะตาของทีมว่า ได้ไปต่อหรือพอแค่นี้

บทความนี้เว็บไซต์ offpitch ได้รวบรวมเอา 10 ประตู ที่เกิดขึ้นช่วงท้ายเกม แล้วกระชากอารมณ์แฟนบอลให้อะดรีนาลีนสูบฉีดกันแบบสุดๆ มาย้อนวันวานให้นึกถึงกันอีกครั้ง

10 ประตูนาทีสุดท้าย อันดับ 10-8

10 ประตูนาทีสุดท้าย-10

อันดับ 10 – ไมเคิล โอเว่น

เริ่มต้นกันที่อันดับที่ 10 เป็นการเจอกันของสองทีมยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ ในเกมนัดชิงชนะเลิศศึก เอฟเอ คัพ ปี 2001 ระหว่าง “ไอ้ปืนใหญ่อาร์เซน่อล ภายใต้การคุมทัพของ อาร์เซน เวนเกอร์ ดวลกับ “หงส์แดงลิเวอร์พูล ยุคของ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ที่สนาม มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ ซึ่งรู้กันดีอยู่แล้วว่าโทรฟี่ใบนี้ ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้แพ้ ดังนั้นรับประกันได้เลยว่าใส่กันเกินร้อยแน่นอน

รูปเกมนัดนั้นต่างฝ่ายต่างแลกกันแบบเมามัน เปิดหน้าบุกใส่กันแบบเร้าใจ เพราะแต่ละทีมมั่นใจในศักยภาพแนวรุกทั้งคู่ฝั่ง อาร์เซน่อล มีกองหน้าระดับตำนานอย่าง เธียร์รี่ อองรี ค้ำแดนหน้า ส่วนทาง ลิเวอร์พูล ก็มี ไมเคิ่ล โอเว่น ศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของทีมชาติอังกฤษ

เทียบขุมกำลังรวมๆ แล้วสูสีคู่คี่แบบสุดๆ แล้วเกมอันอึดอัดก็เป็น ไอ้ปืนใหญ่ ที่ได้ประตูออกนำไปก่อน จากการหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงของ เฟรเดริก ยุงเบิร์ก นาทีที่ 72

แต่แล้วในนาทีที่ 83 โอเว่นก็มายิงตีเสมอได้จากการ ยิงด้วยซ้ายเข้าไป จากลูกเตะมุมที่ขลุกขลิกไปมา แล้วบอลมาเข้าทางพอดี ใครๆ ต่างก็คิดว่าเกมคงจบด้วยการเสมอกัน แล้วไปลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ

แต่นาทีที่ 88 โอเว่น ก็ลากบอลเข้าไปยิงด้วยซ้ายแบบสุดคม เป็นประตูชัยให้ หงส์แดง ครองแชมป์ไปได้แบบยิ่งใหญ่ ถือว่าเป็นประตูที่แสนปวดใจสำหรับสาวก เดอะ กันเนอร์ส แบบรวดร้าวสุดๆ

10 ประตูนาทีสุดท้าย-9

อันดับที่ 9 – อารอน เลนน่อน

มาต่อกันที่อันดับที่ 9 เป็นศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในปี 2008 ซึ่งเป็นเกม ลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ ที่รับประกันความเดือดของเกมระหว่าง อาร์เซน่อล เปิดสนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม รับการมาเยือนของ “ไก่เดือยทองท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

โดยก่อนหน้าเกมนัดนี้จะลงสนาม มีประเด็นเรื่อง เชสก์ ฟาเบรกาส เพลย์เมคเกอร์จอมห้าวของ ไอ้ปืนใหญ่ ให้สัมภาษณ์โต้กับ แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ ผู้จัดการทีมของอาคันตุกะ แบบถึงพริกถึงขิง เหมือนเป็นการโหมโรงความหมั่นไส้ ให้เกมดูน่าติดตามมากขึ้น

เปิดเกมมาแค่ 13 นาที แฟนเจ้าถิ่นก็ได้เงียบกันกริบ เพราะโดนทางเด็กเก่าอย่าง เดวิด เบนท์ลี่ย์ วอลเล่ย์ใบไม้ร่วงแบบสุดสวยให้ทีมเยือนออกนำ 1-0

แต่แล้วด้วยความเฉียบคมของ ไอ้ปืนใหญ่ ก็มาได้ประตูคืนสามลูกรวด พิลกขึ้นนำห่าง 3-1 จาก มิกาเอล ซิลแวสต์, วิลเลี่ยม กัลลาส และ เอ็มมานูเอล อเดบาเยอร์

โดยทาง สเปอร์ส ก็ไม่ยอมง่ายๆ ยิงไล่มาเป็น 2-3 จากการซ้ำจ่อๆ ของ ดาร์เรน เบนท์ แต่ก็ดีใจได้เพียงนาทีเดียว โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ ก็มายิงทิ้งห่างออกไปเป็น 4-2

หลังจากนั้นดูเหมือนรูปเกมจะเข้าทางเจ้าถิ่น จนมาถึงนาทีที่ 89 ที่ทาง เจอร์เมน จีนาส ลากบอลมายิงไกลด้วยซ้ายอบบสุดสวยเข้าไป จุดประกายความหวังให้ ไก่เดือยทอง ไล่มาเป็น 3-4

แล้วในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 4 ก็เกิดประตูดราม่าขึ้นจนได้ เมื่อทาง ลูก้า โมดริช วอลเล่ย์ด้วยซ้ายเป็นลูกใบไม้ร่วงไปชนเสา แล้วเป็นทาง อาร์รอน เลนน่อน วิ่งเข้าไปซ้ำง่ายๆ ด้วยซ้ายเป็นประตูตีเสมอ 4-4 จบลงแบบสมานฉันท์ แบ่งกันไปทีมละแต้ม แต่กลายเป็นแฟนบอล เดอะ กันเนอร์ส ที่ต้องช้ำใจอีกแล้ว

10 ประตูนาทีสุดท้าย - 8

อันดับที่ 8 – จอน แม็คเคน

ถัดมาที่เกม เอฟเอ คัพ อันสุดมันอีกหนึ่งเกมในประวัติศาสตร์ถ้วยนี้ เป็นการปะทะกันของสองทีมจากลีกสูงสุดแดนผู้ดี ในรอบที่ 4 ระหว่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เปิดสนามเหย้าเก่า ไวท์ ฮาร์ทเลน ดวลกับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยุคนั้นยังเป็นทีมรองบ่อน

ซึ่งรูปเกมในครึ่งแรกก็เป็นไปตามคาด เพราะทาง ไก่เดือยทอง ออกนำห่างสบายๆ 3-0 จากประตูของ เลดลี่ย์ คิง, ร็อบบี้ คีน และ คริสเตียน ซีเก้

อย่างไรก็ตามครึ่งหลังเหมือนหนังคนละม้วน เมื่อทาง เควิน คีแกน กุนซือของ แมนฯ ซิตี้ แก้เกมมาได้อย่างสุดยอดพาทีมคัมแบ็คยิงได้สามประตูรวดเป็น 3-3 จากผลงานของ ซิลแว็ง ดิสแต็ง, พอล บอสเวลท์ และ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์

แฟนๆ ในสนามต่างคิดว่าเกมนี้ จะต้องลงเอยด้วยการต่อเวลา แต่ในนาทีที่ 90 ก็เกิดประตูสุดช็อค แล้วเป็นซูเปอร์ซับอย่าง จอน แม็คเค่น ที่โหม่งประตูชัย 4-3 ดับฝันแฟนบอล ยิด อาร์มี่ คาบ้าน แบบแทบไม่เหลือเวลาให้แก้ตัว

10 ประตูนาทีสุดท้าย อันดับ 7-4

อันดับที่ 7 – สตีเว่น เจอร์ราร์ด

มาถึงอันดับที่ 7 เป็นเกมในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กันบ้าง เป็นเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล เปิดสนาม แอนฟิลด์ ต้อนรับการมาเยือนของ โอลิมเปียกอส ทีมดังจากลีกกรีซ

สถานการณ์ตอนนั้นเป็น รอบแบ่งกลุ่ม ที่ทั้งสองทีมกำลังทำแต้มเบียดกันมาแบบคู่คี่สูสีซึ่งเกมนี้ หงส์แดง ต้องการสามแต้มอย่างที่สุด แล้วต้องยิงประตูให้ได้เยอะ เพื่อตุนเอาไว้ก่อน

แต่แล้วสถานการณ์ก็ไม่เป็นใจให้แฟน เดอะ ค็อปส์ สักเท่าไหร่นัก เพราะแค่ 27 นาที ก็ตกเป็นรองไปก่อน 0-1 จากการสังหารฟรีคิกของ ริวัลโด้ แล้วจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้ เป็นการวัดกึ๋นของ ราฟาเอล เบนิเตซ ในการแก้เกมในครึ่งหลัง

ซึ่ง เอล ราฟา ก็เปลี่ยนเอา ฟลอร็องด์ ซินาม่า ปงโกลล์ กับ นีลล์ เมลเลอร์ ลงมาเติมแดนหน้า แล้วกลายเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ที่ช่วยกันยิงคนละประตู พาทีมแซงขึ้นนำเป็น 2-1 ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม โอลิมเปียกอส ก็ป้วนเปี้ยนจวนเจียนจะได้ประตูตีเสมอ หลายต่อหลายครั้ง

จนมาถึงนาทีที่ 86 ก็เป็นฮีโร่คนดีคนเดิม สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ยิงไกลแบบสุดสวยเข้าไป เป็นประตูปิดกล่องให้ทีมชนะไป 3-1

ท้ายที่สุดแล้วซีซั่นนั้น ลิเวอร์พูล ก็คว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ จากค่ำคืนปาฏิหาริย์ที่ อิสตันบูล อย่างที่แฟนบอลทราบกันดี

10 ประตูนาทีสุดท้าย-6

อันดับที่ 6 – อันเดรียส อินิเอสต้า

อันดับที่ 6 เป็นศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คู่สุดมันระหว่าง เชลซี เปิดบ้านรับการมาเยือนของ บาร์เซโลน่า ในปี 2009 ซึ่งเป็น เจ้าบุญทุ่ม ในยุคนั้น กำลังเข้าสู่ยุคที่กำลังถูกขนานนามว่า ทีมต่างดาว เต็มไปด้วยสตาร์ที่กำลังฟอร์มขึ้น

แต่ขุนพลของ สิงโตน้ำเงินคราม ยุคนั้นก็ไม่เบาเช่นกัน สามารถไปยันเสมอในเกมแรกได้ถึงถิ่น คัมป์ นู มาแบบไร้สกอร์ ถ้าเกมนี้ทีมใดชนะก็จะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศทันที ถือว่าปวดใจไม่เบา

แล้วสถานการณ์ก็ดูเหมือนจะเข้าทาง เชลซี เพราะเริ่มเกมมาได้แค่ 9 นาที มิคาเอล เอสเซียง ก็มายิงไกลเช็ดคานเข้าไปอย่างสุดสวยเป็นประตูให้ทีมออกนำ 1-0 กำความได้เปรียบอยู่พอสมควร

แถมพอครึ่งหลังดำเนินมาถึงนาทีที่ 66 เอริก อบิดัล กองหลังของ บาร์ซ่า ก็มาทำ โปรเฟสชั่นนอล ฟาล์ว โดนใบแดงไล่ออกไป ทำให้เหลือผู้เล่นแค่ 10 คนเท่านั้น แต่ทาง เจ้าบุญทุ่ม ก็พยายามบดเกมรุกเข้าใส่ เพราะถ้าตีเสมอได้ ก็จะเข้ารอบด้วยกฏประตูอะเวย์โกลทันที

ซึ่งเมื่อเข้าถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 3 ก็เป็นทาง อันเดรียส อินิเอสต้า ดีดบอลแบบไม่จับจากระยะหัวกะโหลก นอกกรอบเขตโทษเข้าไป จากการจ่ายของ ลิโอเนล เมสซี่ แบบสุดดราม่า

พาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ก่อนจะเป็นแชมป์ในบั้นปลาย ด้วยการปราบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แบบราบคาบ 2-0

อันดับที่ 5 – นายิม

อันดับที่ 5 เป็นประตูที่ย้อนกลับไปในยุค 90 เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 95 ระหว่าง อาร์เซน่อล ดวลกับ เรอัล ซาราโกซ่า ที่ลงเล่น ณ สนามกลาง ปาร์ค เดอ แปร็งส์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ซึ่ง ณ เวลานั้น ศักยภาพของทั้งสองทีม ไม่ได้ต่างกันมากนัก แม้ว่านักเตะของ ไอ้ปืนใหญ่ จะคุ้นชื่อมากกว่าเล็กน้อย แต่ผู้เล่นของผู้ท้าชิงจากสเปน ล้วนรวบรวมนักเตะฝีเท้าเยี่ยม ในทวีปอเมริกาใต้ เอาไว้หลายคน

ในเวลาปกติ 90 นาที ทั้งสองทีมนั้นกินกันไม่ลง ผลจบลงที่สกอร์ 1-1 โดยเป็น ซาราโกซ่า ได้ประตูออกนำไปก่อนในนาทีที่ 68 จากการยิงอย่างสุดสวยของ ฮวน เอสไนแดร์ ก่อนที่ทาง จอห์น ฮาร์ทสัน จะมายิงตามตีเสมอได้แบบหืดจับในนาทีที่ 77

รูปเกมยังคงแลกกันไปมาอย่างสนุกในช่วงต่อเวลา แต่ในช่วงนาทีสุดท้าย ก็เกิดเหตุการณ์สุดดราม่าจากจังหวะที่ นายิม กองกลางของ ซาราโกซ่า วิ่งเข้าไปเก็บตกลูกชุลมุนเกือบกลางสนาม แล้วซัดแบบใบไม้ร่วงแบบเต็มข้อ บอลฮุคข้ามหัว เดวิด ซีแมน เสียบคานเข้าไปอย่างสวยงาม เป็นประตูชัยแบบกึ่งฟลุ๊คกึ่งสวย แบบที่ไม่มีใครคาดคิด

อันดับที่ 4 – ไมเคิล โธมัส

อันดับที่ 4 เป็นเกมในศึก ดิวิชั่น 1 อังกฤษ ในปี 1989 ซึ่งเป็นการเจอกันของสองยักษ์ใหญ่ อาร์เซน่อล ที่ต้องการบุกไปเก็บชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์ 2-0 เป็นอย่างน้อย ในการแซงขึ้นเป็นแชมป์ลีก

เกมตัดสินนั้นเล่นกันในถิ่นของ หงส์แดง ต่อหน้าแฟนบอล หลายหมื่นคน อันเป็นภารกิจที่ยากเย็นแสนเข็ญสุดๆ เพราะถ้าเทียบศักยภาพขุนพลกันแบบตัวต่อตัวแล้ว ลิเวอร์พูล เจ้าถิ่นเป็นต่ออยู่ไม่น้อย

แต่ด้วยความใจสู้ของเหล่านักเตะ ไอ้ปืนใหญ่ ที่ทุ่มเทแบบสุดตัว ก็ได้ประตูออกนำ 1-0 จนได้ จากผลงานของ อลัน สมิธ หลังจากนั้นก็พยายามบุกกดดันอย่างหนัก เพื่อจะเอาลูกที่สองแบบต่อเนื่อง แล้วแซงก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์

สถานการณ์ตอนนั้น ลิเวอร์พูล ออกลูกปั่นป่วนอย่างหนัก แต่ก็นยันเอาไว้ได้จนมาถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีแรก แล้วเป็นทาง ไมเคิ่ล โธมัส มิดฟิลด์จอมขยันของ อาร์เซน่อล ได้บอลจังหวะขลุกขลิก หลุดเข้าไปยิงด้วยขวาอย่างสุดเหนือเป็นประตูตอกฝาโลง 2-0 พร้อมกับส่งทีม ขึ้นครองบัลลังก์แชมป์ได้อย่างสุดเจ็บปวด ต่อหน้าแฟนบอล เดอะ ค็อปส์ ที่เป็นพยานทั้งสนาม

10 ประตูนาทีสุดท้าย อันดับ 3-1

อันดับที่ 3 – เดวิด เบ็คแฮม

เข้าสู่ท็อปทรีกันที่อันดับที่ 3 เป็นเกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่ลงเล่นกันที่สนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งทีมชาติอังกฤษ ลงฟาดแข้งกับ ทีมชาติกรีซ แล้วกลายเป็นว่ารูปเกมที่คาดการณ์ไว้ มันไม่ออกมาเป็นดั่งหวัง กลายเป็นว่า สิงโตคำราม โดนออกนำไปก่อน 2 ครั้งสองครา ในเกมที่ เดวิด เบ็คแฮม สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีม

จนเข้าถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 3 ในครึ่งหลัง ณ เวลานั้น อังกฤษ ต้องการประตูตีเสมอ เพื่อผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย

แล้วมาได้ฟรีคิกระยะทำการของ เบ็คแฮม ซึ่งในตอนนั้น เท็ดดี้ เชอริงแฮม กองหน้าตัวเก๋า ที่ซัดไปแล้วหนึ่งประตู เข้าไปขอยิงด้วย

แต่ทางสุดหล่ออย่าง พี่เบ็คส์ แสดงควมมั่นใจ และ ความเป็นผู้นำ วิ่งเข้าไปปั่นฟรีคิกแบบสุดสวยเข้าไปซุกก้นตาข่ายอย่างสวยงาม พร้อมแสดงท่าดีใจต่อหน้าแฟนบอลกว่า หกหมื่นคนในสนามอย่างยิ่งใหญ่ เหมือนเป็นการประกาศศักดาว่า สนามแห่งนี้ คือ บ้านของเขา

รองแชมป์ – สตีเว่น เจอร์ราร์ด

มาถึงประตูในตำแหน่งรองท็อป ว่ากันว่าเกมนัดนี้ เป็นศึกนัดชิงชนะเลิศ ที่เร้าใจที่สุดในถ้วย เอฟเอ คัพ เกิดขึ้นในปี 2006 ที่เป็นการดวลกันระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่สนาม มิลเลนเนี่ยม สเตเดี้ยม เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ ซึ่งตามหน้าเสื่อแล้ว หงส์แดง เป็นต่อ ขุนค้อน พอสมควรเลยทีเดียว ก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อเกมเริ่มขึ้นกลับเป็น เวสต์แฮม ที่ได้ประตูออกนำไปก่อนถึง 2-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ เจมี่ คาราเกอร์ นาทีที่ 21

บวกกับอีกหนึ่งประตูของ ดีน แอชตัน ในนาทีที่ 32 แต่ทาง หงส์แดง ก็ไม่ยอมแพ้ไล่ตามตีเสมอเป็น 2-2 ได้จาก ชิบริล ซิสเซ่ นาทีที่ 32 กับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด นาทีที่ 54

แล้วความมันส์ก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะนาทีที่ 64 ลูกครอสแบบฟลุ๊คๆ ของ พอล คอนเชสกี้ ดันย้อยข้ามหัว เปเป้ เรน่า เป็นประตูออกนำให้กับ เวสต์แฮม อีกครั้ง 3-2

แต่ไคลแม็กซ์ที่สุดของเกมนี้อยู่ที่นาทีที่ 90+1 เมื่อทางกัปตันทีมหงส์แดงอย่าง สตีวี่ จี กดลูกยิงไกลกว่า 37 หลา ซวบเข้าตาข่ายเป็นประตูตีเสมอ 3-3 อย่างปาฏิหาริย์ ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะเอาชนะในการยิงจุดโทษไปได้ในบั้นปลาย แล้วครองแชมป์ถ้วยไร้พ่ายได้อย่างยิ่งใหญ่

10 ประตูนาทีสุดท้าย ตำแหน่งแชมป์ – โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ปิดท้ายกันด้วยอันดับที่หนึ่ง ซึ่งเป็นเกมการคัมแบ็คที่สุดยอดที่สุดในชีวิตการทำทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ไม่ผิดนัก

หนีไม่พ้นนัดชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 1999 ที่ดวลกับ “เสือใต้บาเยิร์น มิวนิค ในสภาพทีมอันแสนพิการ ที่สนาม คัมป์ นู ประเทศสเปน เนื่องจากขาดหัวใจในแดนกลางแบบ รอย คีน ที่ติดโทษแบนมาจากรอบรองชนะเลิศ

ตรงกันข้ามกับ ยอดทีมแห่งเยอรมัน ที่สตาร์อยู่กันพร้อมหน้า นำทัพมาโดย โลธ่าร์ มัทเธอุส ยอดนักเตะเมืองเบียร์ระดับตำนาน

เริ่มเกมมาได้แค่ 6 นาทีเท่านั้น ก็เป็นทาง บาเยิร์น ที่ได้ประตูออกนำไปก่อน 1-0 จากการสังหารฟรีคิกแบบสุดคมของ มาริโอ บาสเลอร์

หลังจากนั้นรูปเกมก็เป็นการแลกกันไปมา เหมือนเป็นโชว์ความเหนียวของผู้รักษาประตูสองฝั่งทั้ง ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล และ โอลิเวอร์ คาห์น

จนในที่สุด เฟอร์กี้ ต้องทิ้งไพ่สองใบสุดท้าย ส่งกองหน้าตัวสำรองอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ลงมาบุกแบบเต็มพิกัด

แล้วเกมก็เข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีแรก เป็นจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม ที่ทาง เสือใต้ เคลียร์บอลกันไม่ขาด ไรอัน กิ๊ก ซัดบอลแป้กๆ ไปเข้าทาง เชอริงแฮม หมุนตัวยิงเข้าไปเป็นประตูตีเสมอ 1-1 ทำให้โมเมนตัมของเกม ไหลกลับมาอยู่กับฝั่ง ปีศาจแดง

จนในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 3 จากลูกเตะมุมของ เบ็คแฮม ที่ทาง เชอริงแฮม โหม่งเช็ดไปที่เสาสอง เข้าทางของ โซลชา แหย่บอลเข้าไป เป็นประตูชัยแบบสุดดราม่า 2-1 ใช้เวลาเพียงแค่สามนาทีพลิกเกม

แล้วกลายเป็น บาเยิร์น ที่จ่อจะคว้าถ้วยยุโรปมา 90 นาที ต้องเป็นฝ่ายอกหักไปอย่างไม่น่าเชื่อ แถมในปีนั้น ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของเกาะอังกฤษอีกด้่วย

เว็บไซต์ offpitch มุ่งเน้นการนำเสนอ ข่าวสารที่น่าสนใจ จากวงการฟุตบอลทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือ นอกประเทศ ประเด็นไหนที่กำลังร้อนตามกระแส ไม่มีทางปล่อยผ่านให้หลุดมือ พร้อมตีแผ่ให้ลึกแบบถึงกึ๋น ติดตามพวกเราไว้ รับรองได้ว่า ไม่มีตกเทรนด์แน่นอน